รีวิว MINI JCW (F56) มินิรุ่นท็อป ที่ขับสนุก และแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย กับ MINI John Cooper Works หรือ JCW ในโฉม Hatch F56 เปิดราคา 3.45 ล้านบาท ยืนอยู่ในตำแหน่งรุ่นท็อปที่สุดของไลน์อัพ MINI ปัจจุบัน ที่พกเอาความแรงมาแบบจัดเต็มถึง 231 แรงม้า วันนี้ผมมีโอกาสได้ขับทดสอบบนถนนในประเทศไทยแล้ว มันจะขับสนุก และแรงขนาดไหน ตามผมมาชมพร้อมกันเลยครับ

John Cooper Works

JCW-c

ก่อนที่จะไปถึงตัวรถ ต้องกล่าวถึงตำนานของ JCW หรือ John Cooper Works กันก่อนสักนิดครับ ที่ปัจจุบันมันกลายเป็น sub-brand ของ MINI เป็นที่เรียบร้อย (ไม่ต่างจาก ‘M’ ของฝั่ง BMW) โดย MINI ได้ชูเอาแบรนด์ John Cooper Works ไว้เป็นซีรีส์ที่แรงที่สุดของรถยนต์ MINI ทุกโมเดล จัดเต็มด้วยประสิทธิภาพความแรงที่สุดในทุกมิติ เพิ่มความสปอร์ต ดุดัน ทั้งภายนอกตัวรถ และการตกแต่งภายใน และยังมีความ exclusive อีกหลากหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ตกแต่ง หรือแม้กระทั่งสีของตัวถัง สีของหลังคา ที่หาไม่ได้จาก MINI ในรุ่นมาตรฐานทั่วไป

John Cooper Works มีประวัติอันยาวนาน ตั้งแต่ก่อนที่รถยนต์มินิคันแรกจะเข้าสู่ตลาดเสียอีกครับ จากฝีมือของ John Cooper นักแข่งรถยนต์และผู้ปรับแต่งรถยนต์มินิในยุคนั้น ให้มีความสมดุล และมีความแรงที่จะชนะเป็นแชมป์โลกแรลลีมอนติ คาร์โลได้ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความโด่งดังของมินิ ที่ในยุคนั้นไม่มีใครเชื่อว่า รถยนต์ไซส์เล็กแบบนี้ จะพาตัวเองชนะรถยนต์ทุกรุ่นในตลาด และเป็นแชมป์โลกได้หลายสมัยต่อเนื่องกัน

slider_small_john_cooper

BMW Group เองหลังจากที่เข้าครอบครองแบรนด์มินิ และผลิตรถยนต์มินิในยุคใหม่เข้าสู่ตลาด ก็ยังคงเห็นความสำคัญของแบรนด์ John Cooper Works และได้ซื้อเข้ามาเป็น sub-brand ของมินิ ซึ่งได้ผลิตรถยนต์ในซีรีส์ John Cooper Works หรือ JCW ให้กับรถยนต์มินิทุกโมเดล โดยได้วางมันเป็นรุ่นที่มีความแรง และความสปอร์ตอย่างสูงสุด เจาะกลุ่มเป้าหมายแฟนๆ มินิที่ชื่นชอบในความเร็ว บวกกับคาแรคเตอร์ของรถยนต์มินิที่สามารถปรับแต่งให้มีความสปอร์ตได้อย่างมาก จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รถยนต์ MINI John Cooper Works ทุกรุ่นที่ผ่านมา เป็นรถยนต์มินิที่ขับสนุก ตอบโจทย์ความเร้าใจให้กับแฟนมินิได้เต็มที่จริงๆ

P90115611_highRes

อ่านประวัติเพิ่มเติมฉบับเต็มของ JCW ได้ >>ที่นี่<<

และล่าสุด ก็เป็นคิวของ MINI JCW ในมินิเจเนอเรชั่นล่าสุด อย่าง Hatch 3 ประตู ภายใต้รหัส F56 ครับ ที่มินิเคลมว่า เป็นมินิที่มีความแรงที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา โดยมีตัวเลขความแรงเคลมไว้สูงถึง 231 แรงม้าจากโรงงาน ชนิดที่ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเพิ่มเองเลย

MINI John Cooper Works (F56)

MINI John Cooper Works ในโฉมตัวถัง Hatch 3 ประตู ยังคงมีขนาดตัวถังที่เหมือนกับ MINI Hatch ในรุ่น Cooper และ Cooper S ครับ แต่ว่ามีการปรับปรุงรูปลักษณ์ ด้วยชุดแต่ง JCW Aero Kit รอบคัน ทั้งชุดกันชนหน้า/หลัง และสเกิร์ตด้านข้าง ตลอดไปจนถึงสปอยเลอร์ ล้ออัลลอยด์ และยังเสริมความพิเศษด้วยสีตัวถัง สีพิเศษ ในชื่อสีเขียว Rebel Green ตัดกับหลังคาสีแดง Chili Red ได้อย่างโดดเด่น โดยทั้งสี Rebel Green และหลังคาสีแดงนี้ สงวนไว้เฉพาะรุ่น John Cooper Works เท่านั้น รถยนต์มินิในรุ่นมาตรฐานอย่าง Cooper และ Cooper S จะไม่มีออปชั่นของสีตัวถังนี้ รวมถึงหลังคาสีแดงให้เลือกครับ

สีตัวถัง Rebel Green ที่เป็นสีเขียวเข้ม เมื่อตัดกับสีหลังคากับกระจกมองข้างสีแดงสดๆ แล้ว ต้องบอกว่าเป็นการสลับสีที่โหดมากของ MINI ครับ (และแทบไม่มีรถรุ่นไหนกล้าเอาเขียวตัดแดงมาก่อน) หรือถ้าใครไม่ชอบสีโหดๆ แบบนี้ ทางมินิ ประเทศไทย ก็มี JCW อีกหนึ่งตัวเลือกคือสีแดง Chili Red ตัดกับหลังคาสีดำนะครับ

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ John Cooper Works ในรุ่นนี้ คือมีโลโก้ JCW อยู่บริเวณกระจังหน้ารถ พร้อมลายเส้นสีแดงพาดผ่าน และยังเสริมความดุดันด้วยสติ๊กเกอร์ฝากระโปรงสีดำ ตัดขอบด้วยเส้นสีแดงบางๆ ให้ดูสปอร์ตมากขึ้น

DSC06144

MINI JCW ออปชั่นที่เข้ามาจำหน่ายในไทย ให้ล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว และยางไซส์ 205/40 R18 มาเป็นออปชั่นมาตรฐานครับ สังเกตว่า MINI JCW จะมาพร้อมกับเบรก JCW ขนาด 4 พ็อต คาลิเปอร์สีแดงสด กับโลโก้ JCW อย่างสวยงาม

DSC06161อีกหนึ่งจุดเด่นที่ผมชอบมากใน MINI JCW คันนี้ ก็คือเบาะสปอร์ตของ Recaro ที่ผสมผสานเอาหนังแท้ และ alcantara มาสลับกันได้อย่างลงตัว มีเส้นสายสีแดงเพิ่มความสปอร์ต และโลโก้ JCW ที่บริเวณพนักพิง รูปทรงโอบกระชับกับสรีระผู้ขับขี่ ปีกด้านข้างไม่สูงจนเกินไป และยังสามารถปรับเอนได้ตามปกติ นับว่าเป็นเบาะรถซิ่งที่ทั้งสวยงาม และ ยังสามารถใช้งานได้กับชีวิตประจำวันได้แบบไม่อึดอัดเลยด้วยครับ

DSC06163

แม้กระทั่งเบาะคู่หลัง ก็ยังใช้วัสดุเดียวกับเบาะสปอร์ตคู่หน้า และใน Hatch 3 ประตู F56 รุ่นนี้ พื้นที่ของผู้โดยสารแถวหลังก็มีเพิ่มขึ้นมามากพอสมควรทั้ง legroom และความลึกของเบาะ (เมื่อเทียบกับ R56) นั่งหลังก็ไม่รู้สึกอึดอัดอะไรมากมายครับ

DSC06159

คอนโซลหน้ารถ ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มทั้งหมด โดยมีการสลับเอาลายเคฟลาร์ และตัดขอบด้วยด้ายสีแดง แถมยังจัดเต็มทุกออปชั่นมาแบบไม่มีกั๊ก ทั้ง Head-up Display และหน้าจอ MINI Connected XL ที่รองรับระบบแผนที่นำทางในไทย ให้สมกับเป็นมินิรุ่นท็อปของตลาดบ้านเรา

DSC06157

พวงมาลัยสปอร์ตมัลติฟังก์ชั่นของ John Cooper Works พร้อมโลโก้ และตัดเย็บด้วยด้ายสีแดง ให้ทั้งความสปอร์ต และยังมีลูกเล่นของการควบคุมระบบความบันเทิงในรถ, ปุ่มรับสายโทรศัพท์, ปุ่มสั่งงานด้วยเสียง และระบบ Cruise Control อย่างครบถ้วน

DSC06136

บริเวณวงแหวนของขอบหน้าจอตรงคอนโซลกลาง มีการเพิ่มลวดลายเป็นตารางหมากรุก พร้อมโลโก้ JCW มาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างโดดเด่นของรุ่นนี้ ซึ่งออปชั่นนี้ไม่สามารถเลือกจากมินิรุ่นมาตรฐานทั่วไปได้ครับ

DSC06134

มาตรวัดหลังพวงมาลัย มีความแตกต่างเพิ่มเติมจากมินิรุ่นมาตรฐาน คือโลโก้ JCW บริเวณด้านล่าง กับลายตารางหมากรุกในย่านความเร็วที่สูงกว่า 200km/h ที่เห็นแล้วอยากจะกดให้เข็มความเร็วขยับไปอยู่ในย่านนั้นอยู่ตลอดเวลา

DSC06148

แม้ว่าจะเป็นมินิรุ่นที่เน้นความสปอร์ต แต่ทางมินิประเทศไทย ก็ไม่หวงออปชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกกับรุ่นนี้เลยครับ ยังคงจัดเต็มกับหน้าจอ MINI Connected XL ขนาดใหญ่ และจอยสติ๊ก MINI Touch Controller สำหรับควบคุมเมนูต่างๆ รองรับการสัมผัสด้วยการพิมพ์อักษรลงบนพื้นผิวของปุ่ม Controller กลมๆ นี้ เพิ่มความสะดวกในการพิมพ์ชื่อต่างๆ (เช่นชื่อสถานที่เพื่อใช้นำทาง หรือ ค้นหารายชื่อในโทรศัพท์) ลงในเมนูของหน้าจอตัวรถ

DSC06151

ออปชั่นมาตรฐานของ MINI JCW จากมินิ ประเทศไทย จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดครับ แม้ว่าขาซิ่ง แฟนมินิพันธุ์แท้บางรายอาจจะอยากได้ออปชั่นของเกียร์ธรรมดาของ MINI JCW ก็ตาม แต่ด้วยความนิยมของตลาดประเทศไทย จึงมีความจำเป็นต้องนำเฉพาะรุ่นเกียร์ออโต้เข้ามาจำหน่ายเป็นตัวมาตรฐานก่อน ซึ่งทางมินิ ประเทศไทย ก็เปิดโอกาสให้สั่งซื้อรุ่นเกียร์ธรรมดาได้ โดยอาจจะต้องรอรับรถนานกว่าปกติครับ

Technical Specification

Engine MINI John Cooper Works
Effective Displacement 1998 cm3
Cylinders / Valves per Cylinder 4 / 4
Max. Output / at engine speed 231 hp / 5200-6000 rpm
Torque / at engine speed 320 nm / 1250-4800 rpm
Compression Ratio 10.2 : 1
Performance
Top Speed 245 km/h
Acceleration 0-100 km/h 6.3 s

 

P90182046-highRes

ขุมพลังของความแรง คือจุดเด่นที่สุดของ MINI John Cooper Works คันนี้ครับ กับตัวเลขความแรงที่ให้มามากถึง 231 แรงม้าจากโรงงาน และมีตัวเลขความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 245 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 320 nm สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 km/h ได้ในระยะเวลาเพียง 6.3 วินาที ซึ่งต้องถือว่าเป็นรถยนต์มินิที่มีความแรงที่สุด เท่าที่มินิเคยผลิตมา

Road Test

DSC06139

ผมเริ่มทำการทดลองขับ MINI JCW คันนี้ตามสภาพการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ หากคุณผู้อ่านจำได้ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทดลองขับเจ้า MINI JCW รุ่นนี้ไปแล้วที่ประเทศเยอรมนี และได้รีวิวเอาไว้อย่างละเอียด >>ที่นี่<< แต่วันนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้นำเจ้า MINI JCW ตัวแรงคันนี้ ลงแตะพื้นถนนในบ้านเรา ที่มีสภาพการจราจร และลักษณะการใช้งานที่เราคุ้นเคยมากกว่า และได้ความรู้สึกถึงการนำ JCW มาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนไทยได้มากกว่าการทดสอบที่ต่างประเทศนั่นเองครับ

ทันทีที่ได้กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามจากท่อไอเสีย ก็ส่งมาทักทายด้วยเสียงที่คุ้นเคย และแฟนมินิที่ได้ยินจะต้องหลงรักตั้งแต่ครั้งแรก โดยเฉพาะปลายเสียงของมันหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ ที่รถ JCW คันนี้กำลังบอกเราว่า มันมีขุมพลังที่ไม่ธรรมดาแฝงตัวอยู่ครับ

วันแรกของการทดสอบ ตรงกับวันศุกร์ ที่สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่นมากทีเดียว หากใครได้สัมผัสกับ MINI ในโฉม F56 มาก่อน จะรู้ว่าเราสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้จากวงแหวนที่ฐานของเกียร์ครับ ซึ่งใน JCW ก็เช่นกัน ที่มีให้เลือก 3 โหมดการขับขี่ คือ MID Mode หรือโหมดมาตรฐาน ขับสนุก ไปพร้อมกับความสบาย, Green Mode หรือโหมดการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ลดทอนกำลังของเครื่องยนต์ลง ขับสนุกน้อยลง แต่ก็สบายและประหยัดมากขึ้นในเมือง และสุดท้ายคือ Sport Mode หรือโหมดการขับขี่แบบสปอร์ตเร้าใจ แรงได้เต็มที่ และปรับช่วงล่างให้แข็ง หนึบแบบไม่ต้องกังวลถึงความสบายใดๆ ในการโดยสาร

DSC06312

ที่ผมต้องเล่าถึง 3 โหมดนี้อีกครั้ง ก็เพราะว่า โหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมดของ MINI JCW คันนี้ มันสร้างความแตกต่างระหว่างโหมดการขับขี่แต่ละแบบมากขึ้นอย่างชัดเจน ชัดกว่าในรุ่น Cooper S อย่างมาก เรียกได้ว่าชัดเจนจนแทบจะเป็นรถคนละคันกันเลยล่ะครับ (คุ้มเลยนะ ซื้อรถคันเดียว แต่ปรับฟิลลิ่งได้ 3 แบบชนิดที่ต่างกันแบบชัดเจนมากๆ และ แต่ละโหมดการขับขี่ ก็มีประโยชน์มากๆ แตกต่างกันไปตามสภาพการขับขี่ ณ เวลานั้นๆ) และพอใช้งานจริง ผมก็มีโอกาสได้ปรับโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมดนี้แหละ สลับกันไปตามสภาพถนน, อารมณ์ในการขับขี่, สภาพการจราจร ฯลฯ อยู่ตลอดเลยครับ

สามโหมดการขับขี่ ที่ปรับได้ตามความต้องการ

ในโหมด MID ที่เป็นโหมดมาตรฐาน และถูกใช้งานบ่อยที่สุด ก็สร้างความแตกต่างจาก Cooper S ได้ประมาณหนึ่งครับ โดยเฉพาะความแรง และอัตราเร่งที่เฉียบขาดกว่า Cooper S อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแม้กระทั่งในโหมด MID แต่หากเราต้องการความแรงจากมัน มันก็สามารถให้มาได้แบบไม่อั้นเลยครับ เพียงแต่เสียงคำรามของท่อไอเสีย และเครื่องยนต์ รวมถึงความหนึบของช่วงล่าง (ที่เป็นระบบปรับไฟฟ้า) อาจจะไม่เร้าใจเท่ากับโหมด Sport เท่านั้นเอง

การขับขี่ของ MINI JCW โดยภาพรวม เป็นมินิที่ขับสนุกมากที่สุดคันนึงเลยครับ พละกำลังเหลือเฟือที่จะทำให้เลือดลมสูบฉีดได้ตลอดเวลา แรงแบบสั่งได้ เรียกปุบมาปับ ผสมผสานกับพวงมาลัยที่เฉียบคม ตามคาแรคเตอร์ของมินิในโฉม Hatch ซึ่งหลังจากทำความคุ้นเคยกับระยะ และพละกำลังของมันแล้ว ก็จะยิ่งทำให้การขับขี่สนุกสนานมากขึ้นไปอีก ช่วงล่างปรับไฟฟ้า และชุดเบรกขนาดใหญ่ ที่ถูกปรับมาอย่างสมดุล ให้ทั้งความมันสะใจ และความมั่นใจไปได้พร้อมๆ กัน

DSC06315

จุดที่ต้องกล่าวถึงและย้ำอีกครั้ง คือช่วงล่างของ JCW รุ่นนี้ มีความกระด้างกว่ารุ่น Cooper S พอประมาณเลยครับ บวกกับค่าลมยางที่ MINI แนะนำกับยางขนาด 18 นิ้วชุดนี้ค่อนข้างสูง (ล้อหน้า 45 psi, ล้อหลัง 42 psi) ทำให้รู้สึกแข็งไปหน่อยกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงอัตราทดเกียร์ และอาการกระชากเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ ก็มีอาการค่อนข้างชัด ที่ต้องพยายามเข้าใจว่ามันเป็นรถที่เน้นความสปอร์ตมากกว่าเน้นความสบาย

การทดสอบบนทางยกระดับตอนกลางคืน ที่พอมีโอกาสให้ใช้ความเร็วสูงได้บ้าง พบว่าระบบพวงมาลัยไฟฟ้า ที่มีการปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้หนักขึ้น หนึบขึ้นเมื่อใช้ความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นนั้น มีประโยชน์อย่างมากใน MINI JCW คันนี้ ที่แม้จะใช้ความเร็วในย่านที่สูงกว่า 220 km/h ก็ยังให้ความรู้สึกมั่นใจในการควบคุมรถอยู่ และเท่าที่ลองทดสอบหาความเร็วสูงสุดนั้น ผมทำได้จนมาตรวัดแตะตัวเลข 240 km/h น้อยกว่าที่ MINI เคลมไว้ที่ 245 km/h อยู่เล็กน้อย (แต่นั่นก็ถือว่าสุดยอดแล้ว กับรถยนต์ Hatch แบบเดิมๆ ไม่ได้ปรับแต่งใดๆ)

ถึงจะเป็นตัวที่เน้นความแรง แต่สิ่งอำนวยความสะดวกก็มาครบ

ส่วนที่ผมชื่นชอบกับ MINI JCW คันนี้เมื่อมาใช้งานจริงบนสภาพแวดล้อมใน กทม. คือออปชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดเต็มมาจนล้น ทั้งฟีเจอร์ความบันเทิง MINI Connected XL ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แบบง่ายๆ ดึงเอาเพลงในเครื่องมาออกลำโพงของตัวรถได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรวุ่นวาย, ระบบแผนที่นำทาง ที่ใช้แผนที่ไทย และยังค้นหาสถานที่เพื่อนำทางได้ง่ายๆ จากแอป MINI Connected XL Journey Mate, รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย และ ทั้งหมดนี้ถูกเติมเต็มด้วยหน้าจอ Head-up Display ที่นำข้อมูลต่างๆ มาแสดงให้กับผู้ขับขี่ได้โดยไม่รบกวนสายตา และไม่ต้องละสายตาจากถนนเพื่อดูหรือเลือกข้อมูลต่างๆ ทั้งสะดวก และปลอดภัยอย่างมาก

DSC06104

ออปชั่นที่ มินิ ประเทศไทย จับมาใส่ MINI JCW ตัวนี้ ยังมีหลังคาซันรูฟ และระบบ comfort access ด้วย เรียกว่าจัดเต็ม ไม่มีกั๊ก สมกับเป็นมินิรุ่นท็อปสุดที่นำเข้ามาขายในบ้านเราครับ

Track Test

DSC06311r

เป็นถึงดีกรี John Cooper Works ทั้งที จะไม่จับมาทดสอบในสนามแข่งก็คงจะนอนไม่หลับครับ ผมเลยได้พาเจ้า MINI JCW มาวิ่งทดสอบในสนามไทยแลนด์ เซอร์กิต เพื่อทดสอบถึงประสิทธิภาพ และพละกำลังของ MINI JCW คันนี้ให้ชนลิมิตของมันไปเลย และมันก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ ด้วย

ในการทดสอบบน race track ผมใช้โหมด Sport และปิดการทำงานของระบบ DSC และทดสอบวิ่งในสนาม โดยใช้ความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละรอบ เพื่อจับดูถึงอาการของตัวรถ ช่วงล่าง อัตราเร่ง การยึดเกาะถนน ระบบเบรก และที่ขาดไม่ได้คือความสนุกสนานที่ตัวรถส่งกลับมาที่ผู้ขับขี่ ที่ผมรับประกันได้ว่า หากใครได้ลอง MINI JCW ในสนามแข่งแล้ว มีอันต้องติดใจกับฟิลลิ่งที่ตัวรถให้กับผู้ขับอย่างแน่นอน

บนถนนก็เฉียบขาด ในสนามแข่งก็น่าประทับใจ

ในแง่ของ track performance แล้ว ต้องถือว่า MINI John Cooper Works คันนี้เป็นรถสแตนดาร์ดจากโรงงาน ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการปรับแต่ง หรือจูนอัพใดๆ ให้เหมาะกับการลงสนาม ก็ให้ประสิทธิภาพและความสนุกได้ในระดับที่เหนือความคาดหมายเอาเรื่องเลยครับ พละกำลัง 231 แรงม้า กับแรงบิด 320 nm บวกกับช่วงล่างและเบรกแบบสปอร์ต และโหมดการขับขี่ที่เอื้อต่อการใช้งานในสนามแข่งเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ทุกอย่างออกมาลงตัวอย่างมาก น่าเสียดายที่ออปชั่นมาตรฐานของ MINI JCW ในไทยเป็นเกียร์อัตโนมัติ งานนี้จึงต้องพึ่งพาแป้น paddle shift บนพวงมาลัยเป็นตัวช่วยในการ shift down ในช่วงเข้าโค้ง เพื่อให้รถมีกำลังมากพอที่จะออกจากโค้งได้อย่างต่อเนื่องและสวยงาม

DSC06250r

MINI John Cooper Works คันนี้ มีฟังก์ชั่น Launch Control ด้วยนะครับ เป็นโหมดลับที่ซ่อนอยู่ในรถยนต์มินิบางคัน (แล้วแต่ออปชั่น) และเหมาะกับการใช้งานในสนามแข่งอย่างมาก เพราะคอมพิวเตอร์จะเป็นตัวควบคุมให้รถพุ่งตัวออกจากหยุดนิ่ง ให้เร่งขึ้นด้วยอัตราเร่งสูงสุดเท่าที่พละกำลังของรถยนต์คันนี้จะทำได้ ซึ่งวิธีเปิดการใช้งาน ต้องเข้าโหมด Sport / ปิด DTC / ผลักเกียร์ไปที่ตำแหน่ง S / ขาซ้ายกดเบรกให้สุด / ขาขวากดคันเร่งให้สุด / รอจนหน้าจอมีสัญลักษณ์รูปธงหมากรุกขึ้นพร้อมคำว่า Launch Control Activated จากนั้นให้ยกขาซ้ายออกจากแป้นเบรกในขณะที่ขาขวายังกดคันเร่งไว้สุดแบบนั้น ก็จะได้พบกับประสิทธิภาพความแรงของ JCW อย่างเต็มกำลัง เสียงยางบดขยี้พื้นสนามแข่ง เพื่อไปถึงรอบเครื่องสูงสุดในแต่ละเกียร์ และทิ้งฟรีอีกครั้งเมื่อมีการชิฟต์เกียร์ขึ้น… แรงสะใจมากๆ ครับ

DSC06266r

แม้ว่าในวันที่ผมทดสอบในสนามแข่ง จะมีสภาพอากาศที่ร้อนจัด และผมใช้รถคันนี้วิ่งอย่างต่อเนื่องทั้งบ่าย ก็ไม่ได้มีอาการงอแงอะไรให้เห็นแต่อย่างใดครับ (มีแต่คนขับนี่แหละ ที่จะไม่ไหวก่อนรถ) มันยังคงให้ประสิทธิภาพที่เต็มที่อย่างต่อเนื่อง แอร์เย็นฉ่ำสะใจตลอดการทดสอบ แต่สิ่งที่ต้องทำให้การทดสอบสิ้นสุดลงก่อนกำหนด ก็คือน้ำมันที่เติมมาจนเต็มถัง ได้หมดลง (อย่างรวดเร็ว) จากการรีดพลังอย่างเต็มที่ และการขับในโหมด Sport ที่เผาผลาญน้ำมัน สิ้นเปลืองชนิดไม่เกรงใจชั้นบรรยากาศของโลก

Fuel Consumption

แรงขนาดนี้ มันไม่ใช่รถที่จะประหยัดน้ำมันแน่ๆ

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของ MINI John Cooper Works นั้น ต้องยอมรับว่า นี่คือมินิที่มีความแรงสูงที่สุดในบรรดาไลน์อัพของมินิทุกรุ่น ซึ่งก็ต้องตามมาด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่เพิ่มมากกว่ามินิรุ่นอื่นๆ ครับ จึงต้องบอกตรงนี้เลยว่า มันไม่ใช่รถที่จะประหยัดน้ำมันแน่ๆ

DSC06101

อัตราการสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย เมื่อใช้งานในเมือง (ไม่นำค่าเฉลี่ยเมื่อใช้งานในสนามแข่งมาคำนวน) ซึ่งเป็นการใช้งานในหลายสภาพการจราจรปะปนกัน และคำนวนเฉลี่ยจากการใช้งานทั้งในวันทำงานและวันเสาร์ อาทิตย์ รวมกันทั้งสิ้น 4 วัน ระยะทางที่ใช้ใน กทม. มากกว่า 300 กิโลเมตร และใช้โหมดการขับขี่ทุกโหมดผสมกันตามสภาพการขับขี่ในแต่ละสภาพแวดล้อม พบว่ามีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 10.2 กิโลเมตรต่อลิตรครับ (ซึ่งหากตั้งใจขับให้ประหยัด ก็น่าจะได้ตัวเลขที่สวยงามกว่านี้พอสมควร)

Wrap up

MINI ยังคงสืบสานตำนานของ John Cooper ด้วยโมเดล John Cooper Works มาได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เพียงแค่สืบสานตำนาน แต่ยังพัฒนาให้มันมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในรุ่นล่าสุดอย่าง MINI JCW ในโฉม F56 ตัวนี้ ก็ยิ่งทะลุขีดจำกัดเดิมขึ้นไปอีก จากอานิสงส์ของเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (2.0 ลิตร 4 สูบ) และเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ของ BMW Group ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทีมพัฒนา John Cooper Works ของทาง MINI จึงได้มีโอกาสดันเจ้า MINI JCW ให้มีความแรงขึ้นไปถึง 231 แรงม้าเป็นครั้งแรก และยังถือเป็น MINI ที่มีความแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ MINI เคยผลิตรถยนต์เพื่อวางจำหน่ายมาเลยด้วย

DSC06329-Edit

ความท้าทายของการทำรถยนต์ MINI ให้แรงนั้น ไม่ได้มีแค่ขีดจำกัดของเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว แต่มินิเป็นรถยนต์ที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวอยู่อย่างชัดเจน รถ Hatchback ขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ให้ความสนุกในการขับขี่, มีความเป็น go-kart feeling, ปลอดภัยตามมาตรฐานยุโรป, เอนกประสงค์ เก็บของได้มาก และยังพ่วงเอาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและความบันเทิงเสริมเข้ามาได้อย่างลงตัว การทำโมเดล JCW กับรถ Hatch ในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ จึงต้องมีความสมดุลในทุกมิติ โดยที่มันยังสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี ไม่สูญเสียสิ่งที่รถยนต์มินิควรจะเป็นออกไป

MINI John Cooper Works คันนี้ สามารถสร้างสมดุลได้ดีเยี่ยมในทุกด้านที่กล่าวมาครับ (โดยเฉพาะออปชั่นที่ใส่มาแบบจัดเต็มจากมินิ ประเทศไทย ยิ่งทำให้มันสมบูรณ์มากขึ้น) จากการใช้งานมานานหลายวัน ผมยืนยันว่า มันเป็นรถที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้แบบสบายๆ และยังสามารถให้ความแรง ตอบสนองได้แบบถึงใจเมื่อต้องการใช้มัน มีโหมดการขับขี่ที่สามารถเลือกปรับได้ทันที แถมยังมีออปชั่นเรื่องการอำนวยความสะดวกต่างๆ แผนที่นำทาง Head-up Display และการเชื่อมต่อความบันเทิงครบถ้วน จะมีข้อด้อยก็ในเรื่องของอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ที่ต้องแลกไปกับความแรงของมันนี่แหละครับที่หนักหนาเอาเรื่อง อย่าเรียกว่ามันไม่ค่อยประหยัด คือต้องเรียกว่าซดน้ำมันเลยจะดีกว่า

DSC06321

ปัจจุบัน MINI John Cooper Works คันนี้ถูกวางให้เป็นมินิรุ่นท็อปสุดที่มีวางจำหน่ายในตลาดครับ และทางมินิ ประเทศไทย ก็ได้ใส่ออปชั่นมาให้มันแบบล้นทะลัก ไม่มีกั๊ก แม้จะเป็นตัวแรง แต่ก็มีออปชั่นด้านความสะดวกสบายอย่างครบถ้วน และวางราคาไว้สูงกว่า MINI Cooper S อยู่กว่าหกแสนบาท (JCW คันนี้เปิดราคา 3.45 ล้านบาท เทียบกับ Cooper S ที่ราคา 2.84 ล้านบาท) ซึ่งถ้ามองครั้งแรกอาจจะคิดว่ามันค่อนข้างแพงมากสำหรับ MINI Hatch สักคัน แต่ถ้าหากเอา Cooper S มาซื้ออุปกรณ์ตกแต่งภายหลัง ให้มีความทัดเทียมกับ JCW ตัวนี้ ต้องบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในงบประมาณพอๆ กัน (ไหนจะเบาะ JCW Recaro, ชุดเบรก, ท่อไอเสีย, ช่วงล่าง, ล้อ, ซันรูฟ ฯลฯ) ดังนั้น ถ้ามองหา MINI รุ่นท็อปแล้วล่ะก็ .. ราคา 3.45 ล้านบาท เป็นราคาที่คุ้มค่าแล้วครับ ของแรง ของแท้ จากโรงงาน

มินิ ประเทศไทย เปิดราคา 3.45 ล้านบาท สำหรับ MINI John Cooper Works มีจำหน่ายเพียงรุ่นเดียว ออปชั่นเดียวในไทย มาพร้อมการรับประกันตัวรถ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และได้รับความคุ้มครอง MINI Service Inclusive (MSI) เป็นเวลา 5 ปี หรือไม่เกิน 100,000km ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามได้จากตัวแทนจำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศครับ

DSC06324

บทความโดย
อู๋ @spin9

ขอขอบคุณ
มินิ ประเทศไทย

Comments: